
กรุงเทพมหานครเกิดเหตุปล้นเกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซีถึง 3 ครั้งในระยะเวลาเพียง 4 วัน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลวิเคราะห์ว่า กลุ่มคนร้ายมักใช้คำพูดเช่น “แลกเปลี่ยนเหรียญโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม” หรือ “ถอนเงินด่วน” ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, LINE และ Telegram เพื่อเข้าหาเหยื่อ ชักชวนให้ส่ง USDT เพื่อแลกเปลี่ยนกัน แล้วจึงก่อเหตุปล้นตำรวจจึงขอเตือนประชาชนให้ใช้บริการจากเว็บไซต์ซื้อขายคริปโตเคอเรนซีที่ถูกกฎหมายในประเทศเท่านั้น หลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมส่วนตัวที่อาจเสี่ยงอันตราย
แม้ว่าการสืบสวนของตำรวจจะพบว่า 3 คดีนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ผู้ต้องหาโดยทั่วไปยังเป็นเยาวชน บางรายอาจเป็นผู้เยาว์ด้วย เจ้าหน้าที่ประเมินว่าอาจเป็นการวางแผนโดยหัวหน้าแก๊งที่ใช้โครงสร้างคล้ายกลุ่มหลอกลวง โดยใช้เยาวชนที่มีความผิดทางกฎหมายเบาและง่ายต่อการควบคุม เป็นตัวแทนในการก่อเหตุปล้นโดยตรง เพื่อกระจายความรับผิดชอบทางกฎหมาย
จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กลุ่มคนร้ายมักดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้:
ขั้นตอนที่ 1 (การติดต่อผ่านโซเชียล): ใช้คำพูดเช่น “แลกเปลี่ยนเหรียญโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม” หรือ “ถอนเงินด่วน” หรือ “ลงทุนให้ผลตอบแทนสูง” เพื่อเข้าหาเหยื่อในแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Facebook, LINE และ Telegram
ขั้นตอนที่ 2 (สร้างความเชื่อมั่น): ใช้ชื่อว่า “โปรเจกต์ภายใน,” “การซื้อขายลับ” หรือ “แลกเปลี่ยนเฉพาะลูกค้าประจำ” เพื่อเน้นว่าการทำธุรกรรมสามารถหลีกเลี่ยงการติดตามของสถาบันการเงินหรือหน่วยงานภาษี
ขั้นตอนที่ 3 (ชักชวนให้เจอหน้ากัน): เรียกร้องให้เหยื่อพานเงินสดไปยังสถานที่ที่กำหนด โดยตั้งใจละเว้นกระบวนการยืนยันตัวตนและการควบคุมของแพลตฟอร์มซื้อขายที่ถูกกฎหมาย
ขั้นตอนที่ 4 (ใช้ความรุนแรงหรือหลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์สิน): ในระหว่างการนัดเจอ จะแสดงความรุนแรงเพื่อปล้น หรือบางกรณีเมื่อเหยื่อพยายามถอนกำไร ก็จะใช้ข้ออ้างต่าง ๆ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อให้สามารถถอนเงินได้
บางกลุ่มยังใช้กลยุทธ์เน้นความลับ เช่น “ไม่ทิ้งร่องรอย” เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ โดยใช้ความกลัวของเหยื่อที่ต้องการหลีกเลี่ยงการบันทึกเส้นทางการเงิน ลดความระวังตัว
นอกจากการปล้นในรูปแบบกายภาพแล้ว ยังมีการดำเนินการในโลกออนไลน์โดยกลุ่มที่ใช้ AI สร้างบัญชีปลอมจำนวนมากในแพลตฟอร์มโซเชียล เพื่อแพร่ข่าวลือเท็จเกี่ยวกับเว็บไซต์ซื้อขายที่ถูกกฎหมาย เช่น อ้างว่าการใช้เว็บไซต์ถูกกฎหมายจะถูกเก็บภาษีสูงหรือค่าธรรมเนียมแพง รวมถึงข่าวลือว่าการฝากถอนในเว็บไซต์ในไต้หวันเกิดความผิดปกติ
บัญชีเหล่านี้มักเชื่อมโยงกับกลุ่มแลกเปลี่ยนเงินสดผิดกฎหมาย พยายามชักจูงประชาชนที่ไม่รู้เท่าทันเข้าสู่ช่องทางการซื้อขายส่วนตัวที่ไม่มีการควบคุม ทำให้เหยื่อเสี่ยงต่อการทำธุรกรรมเงินสดจำนวนมากโดยไม่มีความคุ้มครอง
คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการการเงินของไต้หวัน (FSC) ได้ออกใบอนุญาตให้บริการสินทรัพย์เสมือน (VASP) ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และห้ามกลุ่มผิดกฎหมายทำธุรกรรมเงินสดกับคริปโตเคอเรนซี เพื่อให้การซื้อขายเป็นไปตามกฎหมายและสามารถติดตามเส้นทางการเงินได้
เจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่า การใช้แพลตฟอร์ม VASP ที่ถูกกฎหมายไม่เพียงแต่ได้รับการคุ้มครองจากการควบคุมเท่านั้น แต่ยังสามารถติดตามเส้นทางการเงินและมีช่องทางในการร้องเรียนในกรณีเกิดข้อพิพาท การทำธุรกรรมส่วนตัวนอกจากเสี่ยงต่อความปลอดภัยแล้ว ยังยากต่อการได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย
Q: ลักษณะร่วมของ 3 คดีปล้นคริปโตในกรุงเทพคืออะไร?
ทั้ง 3 คดีใช้กระบวนการ “คำพูดในโลกออนไลน์ชักชวน→นัดเจอหน้ากัน→ใช้ความรุนแรงปล้น” โดยกลุ่มคนร้ายใช้คำพูดเช่น “ไม่เสียค่าธรรมเนียม,” “ถอนเงินด่วน” เพื่อดึงดูดเหยื่อ แล้วเรียกร้องให้พานเงินสดไปยังจุดนัดหมาย เพื่อก่อเหตุปล้นหรือหลอกลวงการถอนเงิน
Q: ทำไมกลุ่มคนร้ายจึงเน้นเป้าหมายเป็นผู้ที่พยายามหลีกเลี่ยงการควบคุม?
เพราะเหยื่อกลุ่มนี้มักจะยอมรับการทำธุรกรรมส่วนตัวที่ไม่ทิ้งร่องรอยทางการเงินง่ายกว่า และมีความระวังตัวน้อยกว่า หลังจากถูกปล้นก็อาจกลัวว่าการผิดกฎหมายจะถูกเปิดเผย จึงไม่กล้าร้องเรียน ทำให้กลุ่มคนร้ายเสี่ยงน้อยลงทางกฎหมาย
Q: จะแยกแยะแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตที่ถูกกฎหมายกับกลุ่มผิดกฎหมายได้อย่างไร?
แพลตฟอร์มที่ถูกกฎหมายควรได้รับใบอนุญาต VASP จาก FSC มีขั้นตอนการยืนยันตัวตน (KYC) ที่ชัดเจน และสามารถติดตามเส้นทางการเงินได้ โดยจะไม่เรียกร้องให้ทำธุรกรรมเงินสดโดยตรง หากฝ่ายใดเน้นคำว่า “ไม่เสียค่าธรรมเนียม,” “ถอนเงินด่วน,” หรือ “ไม่ทิ้งร่องรอย” ควรเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงสูง